บทความเด่น

เปิดวิสัยทัศน์และทิศทางการพัฒนาโครงการท่าเรือแหลมฉบัง เฟสที่สาม

เปิดวิสัยทัศน์และทิศทางการพัฒนาโครงการท่าเรือแหลมฉบัง เฟสที่สาม
Panthita Phensawang

นับตั้งแต่การเปิดให้บริการครั้งแรกในปี 1991 จวบจนปัจจุบัน นับเป็นระยะเวลา 28 ปี ที่ท่าเรือแหลมฉบัง ได้ทำหน้าที่เป็นเกตเวย์สำคัญในการนำเข้า-ส่งออกสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศ ในฐานะที่เป็นท่าเรือหลักของประเทศไทย ท่าเรือแหลมฉบัง ได้มีการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน และสิ่งอำนวยความสะดวกภายในท่าเรือมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรองรับปริมาณการขนส่งสินค้าผ่านท่าที่เพิ่มขึ้นและยังเป็นการขยายขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ให้ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางขนส่งสินค้าทางทะเลหลักของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ปัจจุบัน ท่าเรือแหลมฉบังมีขีดความสามารถในการรองรับปริมาณตู้สินค้าผ่านท่าประมาณ 11.1 ล้านทีอียูต่อปี และสามารถขนส่งรถยนต์ได้ 1.9 ล้านคันต่อปี โดยมีสินค้าทั่วไปผ่านท่าประมาณ 3.191 ล้านเมตริกตัน อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันการขนถ่ายตู้สินค้าผ่านท่าเรือมีปริมาณ 8.015 ล้านทีอียู และรถยนต์ 1.251 ล้านคัน ซึ่งถือว่าใกล้เต็มขีดความสามารถในการรองรับปริมาณสินค้าแล้ว ดังนั้น เพื่อเป็นการเพิ่มขีดความสามาถในการรองรับตู้สินค้าจาก 11.1 ล้านทีอียู เป็น 18.1 ล้านทีอียูต่อปี ท่าเรือแหลมฉบังจึงได้เตรียมจัดตั้งโครงการก่อสร้างท่าเรือแหลมฉบัง เฟสที่สามขึ้น เพื่อรองรับความต้องการขนส่งสินค้าทางทะเลระหว่างประเทศที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต อีกทั้งยังเป็นการแก้ไขปัญหาจราจรภายในท่าเรืออีกด้วย

นิตยสาร LM ฉบับนี้ ได้รับเกียรติจาก เรือโทยุทธนา โมกขาว ผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบังคนใหม่ มาร่วมแบ่งปันข้อมูลและวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการพัฒนาโครงการท่าเรือแหลมฉบัง เฟสที่สาม รวมถึงแนวทางการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ภายในท่าเรือ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันโดยรวมของประเทศ และส่งเสริมให้เศรษฐกิจไทยมีการเติบโตที่ยั่งยืน

Phase III Development Details

สำหรับโครงการท่าเรือแหลมฉบัง เฟสที่สาม
มีขนาดพื้นที่ทั้งหมด 2,846 ไร่ ประกอบด้วย ท่าเทียบเรือตู้สินค้า 2 ท่าเทียบเรือ ได้แก่ ท่าเทียบเรือ F ความยาวหน้าท่า 2,000 เมตร และท่าเทียบเรือ E ความยาวหน้าท่า 1,500 เมตร ท่าเทียบเรืออเนกประสงค์ ท่าเทียบเรือชายฝั่ง เพื่อรองรับการขนส่งตู้สินค้าภายในประเทศ ท่าเรือบริการ และย่านขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟ บริเวณหลังท่าเทียบเรือ E และ F เพื่อรองรับตู้สินค้าทางรถไฟ 4 ล้านทีอียูต่อปี เป็นต้น

ทั้งนี้ โครงการท่าเรือแหลมฉบัง เฟสที่สาม สามารถรองรับเรือขนส่งสินค้า ขนาดพื้นที่ระวาง 15,000 ทีอียู มีขีดความสามารถในการรองรับตู้สินค้า 7 ล้านทีอียูต่อปี โดยคาดว่าจะเปิดให้บริการภายในปี 2023 ซึ่งเมื่อรวมขีดความสามารถในการรองรับตู้สินค้าของท่าเรือแหลมฉบัง เฟสที่หนึ่ง 4.3 ล้านทีอียูต่อปี และเฟสที่สอง 6.8 ล้านทีอียูต่อปี จะทำให้ท่าเรือแหลมฉบังมีขีดความสามารถในการรองรับตู้สินค้าทั้งหมด 18.1 ล้านทีอียูต่อปี

เรือโทยุทธนา เปิดเผยว่า “เมื่อท่าเรือแหลมฉบัง เฟสที่สามเปิดให้บริการจะทำให้ท่าเรือแหลมฉบังมีประสิทธิภาพในการขนถ่ายตู้สินค้าได้ถึง 18.1 ล้านทีอียูต่อปี และเพิ่มสัดส่วนการขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟจาก 7 เปอร์เซ็นต์ เป็น 30 เปอร์เซ็นต์ ตามนโยบายของโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) ในการลดต้นทุนการขนส่งโดยรวมของประเทศจาก 14 เปอร์เซ็นต์ เป็น 12 เปอร์เซ็นต์ ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ซึ่งจะทำให้ประหยัดต้นทุนการขนส่งโดยรวมของประเทศได้ถึง 250,000 ล้านบาท อีกทั้ง โครงการนี้ยังเชื่อมโยงโครงข่ายการขนส่งหลากหลายรูปแบบ ทั้งระบบรางและทางถนนเชื่อมโยงไปยังประเทศเพื่อนบ้านและทุกภูมิภาคของไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

โครงการท่าเรือแหลมฉบัง เฟสที่สาม นอกจากจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับประเทศไทยแล้ว ยังจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยได้รับประโยชน์ในด้านต่างๆ มากขึ้นด้วย อาทิ ช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ของประเทศ ช่วยประหยัดเวลาในการขนส่งสินค้า และเพิ่มความรวดเร็วในการนำเข้า-ส่งออกสินค้า รวมทั้งเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ สร้างอุตสาหกรรมใหม่ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศในเชิงเทคโนโลยี และเพิ่มโอกาสพัฒนาอุตสาหกรรมและธุรกิจต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

Launching New Innovations

เรือโทยุทธนา โมกขาว ผู้อำนวยการท่าเรือแหลมฉบัง

เนื่องจากปัจจุบัน ท่าเรือเอกชนหลายแห่งที่ให้บริการในท่าเรือแหลมฉบังได้มีการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกภายในท่าเรือด้วยการนำระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้ปฏิบัติการ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน และลดอุบัติเหตุจากการปฏิบัติงาน อย่างไรก็ตาม ในฐานะที่เป็นท่าเรือหลักของประเทศไทย ท่าเรือแหลมฉบังจึงได้มีการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการท่าเรือแหลมฉบัง เฟสที่สามเช่นเดียวกัน ด้วยการนำระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้ปฏิบัติการภายในท่าเรือ เพื่อให้สอดคล้องกับรูปแบบการลงทุนของภาคเอกชน และนโยบายการพัฒนาประเทศของรัฐบาล

โดยโครงการท่าเรือแหลมฉบัง เฟสที่สาม ได้มีการลงทุนด้านเครื่องจักรและเทคโนโลยีเข้ามาใช้ปฏิบัติการ เพื่อช่วยอำนวยความสะดวกให้การบริหารจัดการมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น รวมไปถึงการช่วยลดมลพิษและสร้างสิ่งแวดล้อมได้อย่างดีเยี่ยม โดยเครื่องมือระบบอัตโนมัติที่ทางท่าเรือแหลมฉบังนำมาปรับใช้ประกอบไปด้วย เครนยกตู้หลังท่าแบบไร้คนขับ (Automated Stacking Crane) เครนหน้าท่า (Gantry Crane) ระบบจ่ายไฟฟ้า (Cold Ironing) และ ระบบท่าเรือ อิเล็กทรอนิกส์ (e-Port) โดยท่าเรือแหลมฉบังจะเปิดบริการ
ระบบท่าหเรืออิเล็กทรอนิกส์เต็มรูปแบบ เพื่อลดปริมาณการใช้กระดาษ รวมทั้งให้บริการระบบเครือข่ายข้อมูลความเร็วสูงระหว่างกรมศุลกากร ท่าเรือแหลมฉบัง และท่าเรืออื่นๆ รวมทั้งให้บริการระบบการตรวจสอบการขนส่งสินค้า ณ สถานีตรวจสอบสินค้า โดยใช้เทคโนโลยี RFID และผนึกอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Seal)

“การนำเทคโนโลยีระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้ปฏิบัติการ นอกจากจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติการ และเพิ่มผลิตผลแล้ว ยังสามารถลดความผิดพลาดและลดอุบัติเหตุจากการปฏิบัติงานด้วย นอกจากนี้ การติดตั้งระบบอัตโนมัติภายในท่าเรือยังทำให้เราสามารถปฏิบัติงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง” 

“เมื่อเทียบกับการใช้แรงงานคนที่มีข้อจำกัดในเรื่องชั่วโมงการทำงาน ถึงแม้ว่าเทคโนโลยีที่ทันสมัยและความก้าวหน้าของระบบท่าเรืออัตโนมัติเหล่านี้มีการลงทุนค่อนข้างสูง แต่สำหรับระยะยาวนับว่ามีความคุ้มค่าเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากท่าเรือแหลมฉบังมั่นใจว่าจะสามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและราบรื่น อย่างไรก็ตาม การยกระดับและปรับปรุงใช้ระบบท่าเรืออัตโนมัติยังต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายด้าน ทั้งในเรื่องของเงินทุนในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานของท่าเรือ ปริมาณตู้สินค้าผ่านท่า ความต้องการในการขนส่ง และสภาพแรงงานของแต่ละพื้นที่” เรือโทยุทธนา กล่าว “ถึงแม้ว่าเราจะใช้ระบบอัตโนมัติเข้ามาทดแทน แต่ยังมีความจำเป็นที่จะต้องใช้มนุษย์ในการควบคุมการทำงาน ซึ่งจะทำให้คุณภาพชีวิตของแรงงานดีขึ้นกว่าเดิมที่ต้องตรากตรำต่อการขับขี่เครื่องมือในพื้นที่การทำงานอีกด้วย”

Improving Infrastructure

นอกเหนือจากการพัฒนาโครงการท่าเรือแหลมฉบัง เฟสที่สามแล้ว ทางท่าเรือแหลมฉบังยังได้วางแผนพัฒนาโครงการต่างๆ ที่เกี่ยวกับการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานภายในท่าเรือแหลมฉบังเพิ่มเติม เพื่อปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่ง (Shift Mode) จากทางถนนมาเป็นทางรางและทางลำน้ำ ซึ่งเป็นการพัฒนาระบบโลจิสติกส์โดยรวมของประเทศให้มีการประหยัดพลังงานมากขึ้น ช่วยลดมลภาวะ และเป็นการลดต้นทุนโลจิสติกส์โดยรวมของประเทศให้ต่ำลง

“ปัจจุบันสัดส่วนในการขนส่งตู้สินค้าที่ท่าเรือแหลมฉบังไปยังพื้นที่หลังท่าส่วนใหญ่ 88 เปอร์เซ็นต์ เป็นการขนส่งทางถนน มีเพียง 7 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่ขนส่งด้วยระบบราง และอีก 5 เปอร์เซ็นต์ขนส่งด้วยระบบลำน้ำ เนื่องจากท่าเรือไม่มีโครงสร้างพื้นฐานเพียงพอที่จะรับรองการขนส่งตู้สินค้าด้วยระบบราง ทำให้ท่าเรือแหลมฉบังมีขีดความสามารถในการขนส่งตู้สินค้าด้วยรางประมาณ 500,000 ทีอียูต่อปี ดังนั้น ท่าเรือแหลมฉบัง จึงได้มีการพัฒนาศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟ (Single Rail Transfer Operator: SRTO) ที่ท่าเรือแหลมฉบัง โดยทำการก่อสร้างลานขนถ่ายตู้สินค้าทางรถไฟ (Rail Yard) ในพื้นที่ Zone 4 อยู่ ระหว่างท่าเทียบเรือ ชุด B และชุด C ซึ่งลักษณะของ Rail Yard จะติดตั้งรางรถไฟลักษณะเป็นพวงรางจำนวนหกราง โดยแต่ละรางมีความยาวช่วง 1,224-1,434 เมตร สามารถจอดขบวนรถไฟได้ราง ละสองขบวน รวมเป็น 12 ขบวน นอกจากนี้ ยังมีการติดตั้งเครื่องมือยกตู้สินค้าชนิดเดินบนราง (Rail Mounted Gantry Crane) สามารถทำงานคร่อมรางรถไฟได้ทั้งหกรางในเวลาเดียวกัน ซึ่งทำให้มีขีดความสามารถในการรองรับตู้สินค้าได้ 2 ล้านทีอียูต่อปี รวมทั้งยังทำให้สัดส่วนในการขนส่งตู้สินค้าทางบก มาสู่ระบบการขนส่งสินค้าทางรางที่ท่าเรือแหลมฉบังเพิ่มขึ้นจากเดิม 7 เปอร์เซ็นต์ เป็น 15 เปอร์เซ็นต์” เรือโทยุทธนา กล่าว

นอกจากนี้ ทางท่าเรือแหลมฉบังยังมีการพัฒนาท่าเทียบเรือชายฝั่ง (ท่าเทียบเรือ A) ที่ท่าเรือแหลมฉบังเพิ่มเติม เนื่องจากปัจจุบันปริมาณตู้สินค้าที่ขนส่งทางเรือชายฝั่งมายังท่าเรือแหลมฉบัง มีอัตราการเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยตั้งแต่ปี 2008-2012 มีปริมาณตู้สินค้าทางเรือชายฝั่งเฉลี่ยประมาณ 178,000 ทีอียูต่อปี และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น ทางการท่าเรือแห่งประเทศไทย (กทท.) จึงได้เตรียมความพร้อมสนับสนุนนโยบายการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งทางถนนสู่ระบบการขนส่งทางน้ำ (Shift Mode) เพื่อช่วยลดภาระต้นทุนค่าใช้จ่ายการขนส่งโดยรวมของประเทศ ด้วยการพัฒนาศักยภาพระบบโลจิสติกส์ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศให้เป็นรูปธรรม ซึ่งจะมีส่วนช่วยสนับสนุนท่าเรือขนส่งสินค้าทางลำน้ำเอกชน และท่าเรือขนส่งสินค้าชายฝั่งทะเลอ่าวไทยบริเวณพื้นที่ฐานการผลิตที่สำคัญในภาคใต้ อาทิ ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และสุราษฎร์ธานี กับท่าเรือแหลมฉบัง

ทั้งนี้ ท่าเทียบเรือ A มีพื้นที่ประมาณ 43 ไร่ เพื่อให้บริการท่าเรือชายฝั่งโดยเฉพาะ ซึ่งจะดำเนินการก่อสร้างทางเทียบเรือเป็นรูปตัว L ความ
กว้าง 30 เมตร ความยาวหน้าท่า 120 เมตร และ 125 เมตร ขนาดแอ่งจอดเรือเท่ากับ 115×120 เมตร ความลึก 10 เมตร (MSL) สามารถจอดเรือได้ขนาด 1,000 เดตเวทตัน และ 3,000 เดตเวทตัน โดยท่าเทียบเรือ A สามารถขนตู้สินค้าได้คราวละ 100 ทีอียู และ 200 ทีอียู ในเวลาเดียวกัน มีขีดความสามารถในการรองรับตู้สินค้าได้ 300,000 ทีอียูต่อปี ซึ่งจะทำให้สัดส่วนในการขนส่งตู้สินค้าทางบกมาสู่ระบบการขนส่งทางน้ำที่ท่าเรือแหลมฉบัง เพิ่มขึ้นจากเดิม 5 เปอร์เซ็นต์ มาเป็น 10 เปอร์เซ็นต์

นอกจากนี้ ท่าเรือแหลมฉบังยังได้มีการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกเพื่อแก้ไขปัญหาจราจรภายในเขตท่าเรือแหลมฉบัง โดยกทท. ได้จัดสรรงบประมาณจำนวน 968.955 ล้านบาท (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) เพื่อทำการขยายถนนเดิม ก่อสร้างสะพานข้ามแยก ก่อสร้างด่านเก็บเงินประตูตรวจสอบหนึ่ง จำนวน 14 ช่อง ก่อสร้างด่านเก็บเงินประตูตรวจสอบสาม จำนวน 6 ช่อง ก่อสร้างสะพาน กลับรถ และติดตั้งสัญญาณไฟจราจร เป็นต้น

ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจของท่าเรือแหลมฉบัง ในการพัฒนาโครงการท่าเรือแหลมฉบัง เฟสที่สาม ซึ่งถือเป็นการปรับรูปโฉมครั้งสำคัญของหน่วยงานภาครัฐ เพื่อให้สอดคล้องกับการทำงานของภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้น การลงทุนนำระบบเทคโนโลยีอันทันสมัยเข้ามาใช้ปฏิบัติการ เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มประสิทธิภาพและปลอดภัย ตลอดจนถึงการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐานภายในท่าเรือแหลมฉบัง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ที่เข้ามาใช้บริการ อย่างไรก็ตาม โครงการพัฒนาเหล่านี้จะบรรลุความสำเร็จได้ ต้องมาจากการร่วมมือกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ที่เข้ามาช่วยกันผลักดันให้ท่าเรือแหลมฉบัง ซึ่งเป็นท่าเรือหลักของประเทศไทยให้ก้าวขึ้นเป็นท่าเทียบเรือตู้สินค้าชั้นนำในระดับโลก


 

ติดตามข่าวสาร บทความ และอินโฟกราฟิกที่น่าสนใจเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ทาง Facebook ของเราได้ที่นี่
บทความเด่น
Panthita Phensawang

Panthita Phensawang, or Mhew, is an experienced writer who enjoys using her words. When she isn’t glued to a computer screen, she spends time watching movies and listening to K-pop music and plans trips to exotic foreign countries. Writing for Airfreight Logistics, she gets to see what goes on behind the scenes of how her online purchases get delivered to her door.

More in บทความเด่น

BMTP ก้าวสู่อนาคตด้วยอุปกรณ์ที่ล้ำสมัย บริการที่เหนือระดับ และความสามัคคีภายในองค์กร

Rungpisit VorakamnuengJuly 12, 2019

Fashion Logistics อุตสาหกรรมแฟชั่น ใครปรับตัวได้เร็วกว่า คนนั้นได้เปรียบ

Chatchaya JianswatvatanaJune 4, 2019

CWT Globelink เชื่อมไทยสู่ตลาดโลก ด้วยเครือข่ายบริการขนส่งสินค้าแบบ LCL

Phubet BoonrasriMay 28, 2019

เจาะลึกเทคโนโลยีตู้สินค้าระบบอัจฉริยะ นวัตกรรมเพื่อการขนส่งสินค้าทางทะเล

Logistics ManagerMay 22, 2019

Freightplus ปักหลักธุรกิจรับจัดการขนส่งสินค้าโครงการ มุ่งเป็นผู้นำตลาดขนส่งสินค้าขนาดใหญ่

Phubet BoonrasriMay 14, 2019

วิเคราะห์อนาคตใหม่ของ freight forwarder ในยุคดิจิทัล

Panthita PhensawangMay 3, 2019

สถานการณ์ปัจจุบันของขยะอิเล็กทรอนิกส์และแนวโน้มในอนาคต

Chatchaya JianswatvatanaApril 10, 2019

ทิศทางธุรกิจและความท้าทายในการจัดการคลังสินค้าอาหารทะเลแช่แข็งในประเทศไทย

Logistics ManagerApril 2, 2019

Swisslog ผู้ให้บริการโซลูชั่นระบบอัตโนมัติชั้นนำของโลก พร้อมขยายตลาดในประเทศไทย

Chatchaya JianswatvatanaApril 2, 2019
LM is the leading source of logistics and cargo news within ASEAN and is regarded as one of the most authoritative sources of information. Our subscribers keep up to date with the latest logistics news, views, features and events within ASEAN and beyond.

AFL Real Logo

Airfreight Logistics is the air cargo professional’s number one provider of news and information in ASEAN and around the World. To keep abreast of all the latest news and for in-depth features visit our website www.airfreight-logistics.com

UpMedio

Subscribe to our newsletter!

© 2015 Logistics Manager | About Us | Advertise | Subscribe | Contact | US-Eng English Version