บทความเด่น

Autopilot Forklifts เทคโนโลยี AI ในการจัดการคลังสินค้ายุคใหม่

Autopilot Forklifts เทคโนโลยี AI ในการจัดการคลังสินค้ายุคใหม่
Satida Tinarak

การใช้เทคนิคและซอฟต์แวร์การจัดการคลังสินค้าที่ทันสมัย ถือเป็นปัจจัยสำคัญในการดำเนินธุรกิจโลจิสติกส์ให้ประสบความสำเร็จ เนื่องจาก การจัดการคลังสินค้า ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการโลจิสติกส์ การดำเนินงานจึงต้องเป็นไปอย่างราบรื่นและมีมาตรฐาน เพื่อป้องกันความบกพร่องที่อาจเกิดขึ้นและส่งผลกระทบตามมาได้อย่างต่อเนื่อง

ด้วยพัฒนาการของเทคโนโลยีที่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่งผลบังคับให้ภาคธุรกิจต้องปรับตัวเข้าหานวัตกรรมใหม่ๆ และนำมาปรับใช้เพื่อพัฒนาการปฏิบัติงานให้เกิดประสิทธิผลสูงสุด และสามารถรองรับความต้องการของลูกค้าที่เพิ่มขึ้นได้ โดยปัจจุบัน มีการสอดประสานเทคโนโลยีเข้ากับข้อมูลการทำงานและการดำเนินงานในขั้นตอนต่างๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดการสินค้าและซอฟต์แวร์ให้มีความความรวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น

นิตยสาร LM ฉบับนี้ขอนำท่านเข้าสู่ยุคสมัยแห่งการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence: AI ในการจัดการโลจิสติกส์ที่ก้าวไกลมากยิ่งขึ้น ด้วยบทสัมภาษณ์จาก คุณอรอุพินทุ์ นิธิปภาวรินท์ ผู้จัดการฝ่ายขาย ภาคส่วน Automation และ Mr. Emil Nauska ผู้จัดการกลุ่มบริษัท Toyota Material Handling International ผู้สร้างนวัตกรรม และผู้ผลิตรถฟอร์คลิฟต์แบบไร้คนขับ หรือ Autopilot forklifts มาให้เกียรติพูดคุย และให้ข้อมูลเจาะลึกถึงเรื่องนี้ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในการลงทุนในธุรกิจของท่านต่อไป

Understanding Autopilot Forklifts

เทคโนโลยีรถฟอร์คลิฟต์แบบไร้คนขับ หรือ Autopilot Forklift อาจยังไม่ได้รับความสนใจจากผู้ประกอบการธุรกิจโลจิสติกส์ในประเทศไทยมากนัก อย่างไรก็ตาม ปัจจุบัน ธุรกิจในอุตสาหกรรมต่างๆ ถูกผลักดันให้ปรับตัวเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีที่ล้ำหน้าขึ้น เพียงไม่นานเมื่อเทคโนโลยีฟอร์คลิฟต์แบบไร้คนขับได้เข้าสู่ตลาดการจัดการสินค้าของไทย ‘Autopilot Forklift’ อาจกลายหนึ่งในตัวเลือกแถวหน้าในการจัดการคลังสินค้าต่อไปในอนาคตได้

คุณอรอุพินทุ์ นิธิปภาวรินท์ ผู้จัดการฝ่ายขาย ภาคส่วน Automation บริษัท Toyota Material Handling International

“รถฟอร์คลิฟต์แบบไร้คนขับเป็นการประสานโซลูชั่นการทำงานร่วมกันระหว่างฮาร์ดแวร์
และซอฟท์แวร์เข้าด้วยกัน”

“โดยรถฟอร์คลิฟต์แบบไร้คนขับของโตโยต้านั้นสามารถทำงานร่วมกันกับอุปกรณ์อัตโนมัติต่างๆ เช่น เครื่องจัดเรียงพาเลท, หุ่นยนต์, ประตูอัตโนมัติ, สายพานลำเลียง และสัญญาณเพลิงไหม้ได้ โดยชุดซอฟท์แวร์ของเรา มีความสามารถที่หลากหลาย ยกตัวอย่างเช่น สามารถทำงานร่วมกันกับระบบการจัดการคลังสินค้า (WMS) ของลูกค้าได้ ทั้งนี้ในส่วนของการปฏิบัติงาน เราสามารถออกแบบรถฟอร์คลิฟต์แบบไร้คนขับให้เหมาะสมตามความต้องการของแต่ละลูกค้าได้อีกด้วย”

โดยพื้นฐานของรถฟอร์คลิฟต์แบบไร้คนขับนั้น ถูกผลิตขึ้นบนแพลตฟอร์มเดียวกันกับรถฟอร์คลิฟต์ปกติ โดยมีการติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจจับเพื่อความปลอดภัยระดับ Class สูงสุด และระบบนำทางเพิ่มขึ้น โดยใช้การนำทางแบบธรรมชาติ (Natural navigation) ด้วยการใช้เสาหรือกำแพงที่มีอยู่แล้วเป็นตัวนำทาง หรือใช้การนำทางด้วยแถบสะท้อนแสง (Reflector navigation)  และยังสามารถปรับการใช้งานทั้งสองรูปแบบเข้าด้วยกันได้

นอกจากนี้ รถฟอร์คลิตฟ์แบบไร้คนขับของโตโยต้า ยังมีจุดติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจจับเพื่อความปลอดภัยรอบตัวรถ จึงมั่นใจได้ว่ารถฟอร์คลิฟต์แบบไร้คนขับสามารถการจัดการสินค้าที่มีมูลค่าได้ และปลอดภัยต่อพนักงานภายในคลังสินค้า รวมทั้งยังช่วยป้องกันความเสียหายต่อตัวรถฟอร์คลิฟต์แบบไร้คนขับได้อีกเช่นกัน

Outstanding Safety

Mr. Emil Nauska ผู้จัดการ กลุ่มบริษัท Toyota Material Handling International

“รถฟอร์คลิฟต์แบบไร้คนขับทำงานในระบบที่อนุญาติให้ผู้ปฏิบัติการสามารถควบคุมรถทุกคันในคลังสินค้าได้ ซึ่งช่วยขจัดความน่าเบื่อหน่ายจากการทำงานแบบซ้ำๆ ลดความเหนื่อยล้าจากการปฏิบัติงาน และลดอุบัติเหตุจากข้อผิดพลาดในการปฏิบัติงานของมนุษย์ (Human error) ได้” โดย Mr. Nauska กล่าวเสริมว่า

“ความปลอดภัยคือสิ่งสำคัญที่สุดของเรา
และรถฟอร์คลิฟต์แบบไร้คนขับของเรานั้น
ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงสิ่งนี้มาแล้วเป็นระยะเวลาหลายปี”

ทั้งนี้ คุณอรอุพินทุ์ ยังได้อธิบายเพิ่มเติมถึงประเด็นนี้ว่า “รถฟอร์คลิฟต์แบบไร้คนขับ มีเซ็นเซอร์ตรวจจับความปลอดภัย (Safety sensor) ติดตั้งทั้งในส่วนบริเวณด้านหน้า ด้านหลัง ด้านบน และด้านข้างของรถ นอกจากนี้รถของเรายังมีคุณสมบัติด้านความปลอดภัยอีกหลายอย่างที่ติดตั้งอยู่ในระบบซอฟท์แวร์ ลูกค้าจึงมั่นใจได้ในเรื่องความปลอดภัยและความแม่นยำในการขนส่งสินค้า”

Energy Efficiency

ปัจจุบัน การจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เป็นปัจจัยที่ลูกค้าให้ความสนใจมากขึ้น โตโยต้าจึงพัฒนาการใช้พลังงานของ Toyota Autopilot โดยนำแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน (Lithium-ion) ที่ผลิตขึ้นโดยโตโยต้า  มาใช้งานกับรถฟอร์คลิฟต์แบบไร้คนขับ

“ในการใช้งานแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน ลูกค้าไม่จำเป็นต้องสร้างห้องชาร์จแบตเตอรี่และระบบระบายอากาศแยกต่างหาก อีกทั้งยังสามารถใช้งานระบบชาร์จอัตโนมัติได้อีกด้วย โดยรถ Toyota Autopilot นั้น สามารถใช้งานระบบชาร์จอัตโนมัติได้ทั้งหมดทุกรุ่น” Mr. Nauska อธิบายเสริมว่า “ในการชาร์จแบตเตอรี่ลิเธียมไอออนจากระดับต่ำสุดถึงเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์นั้น ใช้ระยะเวลาเพียงแค่หนึ่งชั่วโมงเท่านั้น โดยสามารถใช้งานได้นานสูงสุดถึงแปดชั่วโมงเลยทีเดียว”

ทั้งนี้ โตโยต้า ยังนำเสนอวิธีการชาร์จแบตเตอรี่ที่หลากหลายเพื่อให้เหมาะสมกับการใช้งานของลูกค้า โดยในระหว่างที่รถฟอร์คลิฟต์อัตโนมัติไม่มีภาระงาน รถจะเข้าไปยังสถานีชาร์จโดยอัตโนมัติจนกว่าจะมีคำสั่งเรียกให้ปฏิบัติงาน กระบวนการนี้เรียกว่า การชาร์จตามโอกาส (Opportunity Charging) นอกจากนี้ รถฟอร์คลิฟต์แบบไร้คนขับยังสามารถตั้งเวลาชาร์จให้เหมาะสมกับช่วงเวลาในการปฏิบัติงานได้ โดยเรียกการชาร์จเช่นนี้ว่า การชาร์จตามตารางเวลา (Scheduled Charging) ทั้งนี้เมื่อแบตเตอรี่ต่ำกว่าสามสิบเปอร์เซ็นต์ รถจะเดินทางไปยังสถานีชาร์จโดยอัตโนมัติ เพื่อป้องกันปัญหาแบตเตอรี่หมดระหว่างการทำงาน โดยขั้นตอนทั้งหมดนี้อยู่ภายใต้การจัดของระบบซอฟต์แวร์ T-One ของโตโยต้า

It’s all in the software

Toyota Autopilots ถูกควบคุมด้วยชุดซอฟท์แวร์ปฏิบัติการ T-ONE ของโตโยต้า ซึ่งเชื่อมโยงกับระบบจัดการคลังสินค้า (WMS) และประสานการทำงานร่วมกับระบบอัตโนมัติอื่นๆ โดย T-ONE มีอินเทอร์เฟซผู้ใช้ (User Interface) ที่อำนวยความสะดวกให้ลูกค้าในการติดตามประสิทธิผลของการทำงาน และดัชนีชี้วัดต่างๆ เพื่อใช้สำหรับการวัดผล KPI ผ่านระบบ T-ONE

T-ONE ยังสามารถควบคุมระบบจราจรและแสดงผลเส้นทางการเดินรถบนหน้าจอตามการปฏิบัติงานที่เกิดขึ้นจริงได้ โดยระบบจะจัดการเส้นทางการเดินรถให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าจะถูกขนส่งไปยังเป้าหมายที่ถูกต้องและตรงเวลาตามที่ลูกค้าต้องการ

โดยระบบจะจัดการเส้นทางการเดินรถให้มีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าจะถูกขนส่งไปยังเป้าหมายที่ถูกต้องและตรงเวลาตามที่ลูกค้าต้องการ อนึ่ง ขั้นตอนทั้งหมดนี้เกิดจากการปรับใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ของระบบ T-ONE ซึ่งสามารถทำงานร่วมกันเครื่องสแกนบาร์โค้ด เครื่องอ่าน RFID หรือแท็บเล็ต เพื่อให้ลูกค้าสามารถติดตามผลการปฏิบัติงานได้ตลอดเวลา

The Best Solution

เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงานของรถฟอร์คลิฟต์แบบไร้คนขับ ผู้ประกอบการจึงควรคำนึงถึงรูปแบบธุรกิจของตนว่าเหมาะสมหรือไม่ ทั้งนี้ การตัดสินใจลงทุนให้รอบคอบและคุ้มค่าที่สุด จะง่ายยิ่งขึ้นหากมีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาและตรวจสอบสถานที่ปฏิบัติงานจริง “เมื่อลูกค้ามีความสนใจรถฟอร์คลิฟต์อัตโนมัติของเรา สิ่งแรกที่เราทำคือการช่วยลูกค้าหาโซลูชั่นที่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างเหมาะสมที่สุด” Mr. Nauska กล่าว “พวกเราจะไปสำรวจสถานที่หน้างานจริงร่วมกับลูกค้าและวางแผนร่วมกันเพื่อพัฒนาแนวทางที่ดีที่สุดและเหมาะสมที่สุดในการทำงาน เพื่อช่วยให้ลูกค้าสามารถเปลี่ยนถ่ายจากระบบการทำงานแบบคนขับ สู่ระบบการทำงานไร้คนขับได้ในที่สุด”

นอกจากนี้ การบริการหลังการขาย ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ผู้ประกอบการควรคำนึงถึง เพื่อให้การลงทุนนั้นเป็นไปอย่างคุ้มค่าและสามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่ธุรกิจได้อย่างแท้จริง “เรามีทีมงานชาวไทยผู้เชี่ยวชาญในส่วนของรถ Autopilot ประจำอยู่ที่สำนักงานในกรุงเทพฯ ประเทศไทย ซึ่งเป็นศูนย์กลาง (Hub) ของกลุ่มลูกค้า ในภาคพื้นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมกันนี้ยังมีบริษัท บีที มิตรแลนด์ จำกัด ดูแลในส่วนงานบริการและศูนย์จัดจำหน่ายในประเทศไทย ที่พร้อมเข้าไปแก้ไขปัญหาของลูกค้าได้อย่างรวดเร็วและครอบคลุมทั่วประเทศ ยิ่งไปกว่านั้นเรายังมีตัวแทนจำหน่ายท้องถิ่นตั้งอยู่ในทุกประเทศทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่พร้อมบริการดูแลและติดตั้งรถ Autopilot ของเราอีกด้วย” คุณอรอุพินทุ์กล่าว

ด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นอย่างมากมายและหลากหลายรูปแบบ เช่น รถ Autopilot ซึ่งทำงานสอดประสานกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์นั้น ถือเป็นสิ่งใหม่สำหรับอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ปัจจุบัน การปรับตัวและเปิดรับกับสิ่งใหม่ก็เป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนาธุรกิจเช่นกัน อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผู้ประกอบการควรคำนึงถึงมากที่สุดคือ การพิจารณาถึงประโยชน์สูงสุดที่ผู้ประกอบการจะได้รับ ความคุ้มค่าของเม็ดเงินลงทุน และความมั่นคงในการดำเนิงานธุรกิจ ซึ่งหากท่านมีผู้เชี่ยวชาญร่วมทางในการตัดสินใจไปด้วยแล้ว เทคโนโลยีเหล่านี้ก็สามารถตอบโจทย์ความต้องการและเป็นโซลูชั่นที่ช่วยแก้ไขปัญหาให้กับธุรกิจแต่ละประเภทได้อย่างตรงจุดมากที่สุดอย่างแน่นอน

ติดตามข่าวสาร บทความ และอินโฟกราฟิกที่น่าสนใจเกี่ยวกับการขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ทาง Facebook ของเราได้ที่
บทความเด่น
Satida Tinarak

Satida Tinarak is a fresh writer who loves to read political novels or even constitution law. Politics news is a subject that she will never get tired of. Logistics Industry has now become one of her interests that leads her to another step towards knowledge. She is also a true cinemaphilia especially in indy and horror films.

More in บทความเด่น

BMTP ก้าวสู่อนาคตด้วยอุปกรณ์ที่ล้ำสมัย บริการที่เหนือระดับ และความสามัคคีภายในองค์กร

Rungpisit VorakamnuengJuly 12, 2019

Fashion Logistics อุตสาหกรรมแฟชั่น ใครปรับตัวได้เร็วกว่า คนนั้นได้เปรียบ

Chatchaya JianswatvatanaJune 4, 2019

CWT Globelink เชื่อมไทยสู่ตลาดโลก ด้วยเครือข่ายบริการขนส่งสินค้าแบบ LCL

Phubet BoonrasriMay 28, 2019

เจาะลึกเทคโนโลยีตู้สินค้าระบบอัจฉริยะ นวัตกรรมเพื่อการขนส่งสินค้าทางทะเล

Logistics ManagerMay 22, 2019

Freightplus ปักหลักธุรกิจรับจัดการขนส่งสินค้าโครงการ มุ่งเป็นผู้นำตลาดขนส่งสินค้าขนาดใหญ่

Phubet BoonrasriMay 14, 2019

วิเคราะห์อนาคตใหม่ของ freight forwarder ในยุคดิจิทัล

Panthita PhensawangMay 3, 2019

เปิดวิสัยทัศน์และทิศทางการพัฒนาโครงการท่าเรือแหลมฉบัง เฟสที่สาม

Panthita PhensawangApril 11, 2019

สถานการณ์ปัจจุบันของขยะอิเล็กทรอนิกส์และแนวโน้มในอนาคต

Chatchaya JianswatvatanaApril 10, 2019

ทิศทางธุรกิจและความท้าทายในการจัดการคลังสินค้าอาหารทะเลแช่แข็งในประเทศไทย

Logistics ManagerApril 2, 2019
LM is the leading source of logistics and cargo news within ASEAN and is regarded as one of the most authoritative sources of information. Our subscribers keep up to date with the latest logistics news, views, features and events within ASEAN and beyond.

AFL Real Logo

Airfreight Logistics is the air cargo professional’s number one provider of news and information in ASEAN and around the World. To keep abreast of all the latest news and for in-depth features visit our website www.airfreight-logistics.com

UpMedio

Subscribe to our newsletter!

© 2015 Logistics Manager | About Us | Advertise | Subscribe | Contact | US-Eng English Version